แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - admin

หน้า: 1 2 [3]
31

         นกฟินซ์ (Gouldian Finch) ถิ่นกำเนิดในทวีปออสเตรเลีย ทางตอนเหนือของทวีป เป็นนกพื้นเมือง หากินในทุ่งหญ้า สภาพอากาศร้อน ในตอนกลางวัน อุณหภูมิระหว่าง 15 – 40 องศาเซนเซียส อยู่รวมกันเป็นฝูง ต่อมาได้แพร่หลายไปในทวีปยุโรป และกระจายไปทั่วโลก อย่างรวดเร็ว เนื่องจากสีสัน ความสวยงาม ที่โดดเด่นในตัวเอง
การแยกเพศลูกนกที่ยังไม่เปลี่ยนสีขน หรือนกที่มีอายุ ประมาณ 2 – 3 เดือนนั้น สามารถสังเกตุได้ที่สรีระ เพศผู้รูปร่างจะเรียวยาว และเริ่มโก่งคอผิวปากเป็นจังหวะ ส่วนเพศเมียนั้นรูปร่างจะออกไปทางป้อมๆและตัวเมียจะไม่แสดงอาการโก่งคอผิว ปาก ส่วนนกที่มีอายุมากตั้งแต่ 6 – 7 เดือนก็สามารถดูเพศได้ง่ายขึ้นจากสีขน เพศผู้จะมีสีขนที่มีสีสรรเข้มกว่าเพศเมีย

อาหาร
          อาหาร ของนกเจ็ดสี ส่วนใหญ่จะเป็นเมล็ดพืชขนาดเล็กมีหลายชนิด เช่น มิลเล็ต ข้าวไรน์ ข้าวฟ่างแดง – ดำ เป็นต้น อาหารที่ชอบมากของฟินช์เจ็ดสีก็คือ มิลเล็ตสเปรย์ ซึ่งมีลักษณะเป็นช่อยาว ผู้เลี้ยงควรนำไปแขวนไว้ภายในกรง เพื่อให้นกได้แทะกินอยู่เสมอ อัตราส่วนของอาหารที่จะผสมให้กับนกกินควรประกอบไปด้วย มิลเล็ต ข้าวไรน์ ข้าวฟ่างแดง ดำ ไนเจอร์(ให้โปรตีน) ผสมในอัตราส่วน 2 : 1 : 1 : 1 : 0.50 นอก จากอาหารหลักที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว อาหารเสริมก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนกเจ็ดสี เพราะนกที่เราเลี้ยงไม่สามารถหากินเองได้เหมือนนกที่อยู่ตามธรรมชาติ เช่น กระดองปลาหมึก เปลือกไข่ ดินดำ อาหารไข่ ข้าวโพดปาดผิว ผักกาดหอม เป็นต้น
น้ำดื่ม ควรเปลี่ยนให้นกทุกวัน


การผสมพันธุ์
 
           นก เจ็ดสีสามารถที่จะผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่ อายุ 8 เดือน แต่การให้ผลผลิตอาจไม่สำเร็จเท่าที่ควรเพราะยังเป็นนกหนุ่มสาว ไข่อาจมีเชื้อไม่ครบทุกฟอง จำนวนไข่ต่อครอกไม่มาก การกกไข่ไม่สม่ำเสมอ แต่เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายพร้อมมากกว่านี้ การให้ผลผลิตก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ก็ไม่แน่นอนบางคู่อาจให้ผลผลิตดีตั้งแต่หนุ่มสาวก็ได้ นกที่โตพร้อมผสมสังเกตุได้ว่าขนจะมันเงา สีสันสดใส ปลายปากจะมีสีเข้ม
การ เข้าคู่หากทั้งคู่ไม่เข้ากันเมื่อนำนกทั้งคู่แยกเข้ากรงผสม จะสังเกตุได้ว่านกทั้งคู่จะจิกกัน ไม่ยืนใกล้กัน จะเกาะคอนคนละมุมเลยก็ว่าได้ ส่วนนกที่เข้ากันนั้นตัวผู้จะโก่งคอร้องจีบ กระโดดไปมา ข้างๆตัวเมีย ถ้าตัวเมียยอมรับก็จะยืนเชิดอกให้ ไม่จิกไล่ตัวผู้ จากนั้นทั้งคู่จะเริ่มสนใจกล่องไข่ จะมีอาการชะโงกหัวมองทางเข้ากล่องไข่มากขึ้น จากนั้นตัวผู้จะเริ่มเข้าไปจัดรังเพื่อเตรียมให้ตัวเมียวางไข่
 
          เมื่อ เราสังเกตว่าตัวผู้เริ่มหายเข้ารังเป็นเวลานานขอให้สันนิษฐานได้เลยว่าตัว เมียเริ่มวางไข่แล้ว แต่ระยะช่วงแรกนี้การกกไข่จะกกเฉพาะช่วงเช้า พอถึงช่วงเย็นอาทิตย์ตกดิน นกจะออกจากกล่องไข่ ไปจนกว่านกตัวเมียจะวางไข่จนหมด เมื่อนั้นนกถึงจะกกไข่ ทั้งวัน ทั้งคืน ในการวางไข่แต่ละครอกนั้น ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ 4 – 8 ใบ ต่อครอก แต่ส่วนใหญ่จะเห็น 6 ใบซะส่วนมากและการวางไข่จะวางทุกวันวันละใบจนครบ สำหรับระยะเวลาในการกกไข่ให้นับตั้งแต่ นกเริ่มกกไข่ ทั้งกลางวัน และกลางคืน ไปประมาณ 14 – 15 วัน นกก็จะเริ่มฟักเป็นตัวการฟักเป็นตัวก็จะฟักเป็นชุดๆ อาจจะฟักวันละตัวบ้าง วันละ2 ตัวบ้าง ( ลูกนกแรกเกิดนั้นจะมีตุ่มเรืองแสงติดอยู่ที่บริเวณมุมปาก เนื่องจากธรรมชาตินกเจ็ดสีจะทำรังในโพรงมืด ปุ่มเรืองแสงนี้เองจะช่วยให้พ่อแม่นก สามารถนำอาหารมาป้อนให้ลูกนกได้ถูก ซึ่งเมื่อนกอายุได้ประมาณ 60 วัน ปุ่มนี้ก็จะหายไปเอง )หลังจากลูกนกฟักเป็นตัว พ่อแม่ จะนำอาหารไปเลี้ยงลูกจนโต ประมาณ 20 – 25 วัน ลูกนกก็จะลงรัง แต่ยังไม่ควรแยกลูกนกออกจากกรง ควรจะให้พ่อแม่นก ป้อนอาหาร ต่อไปจนเห็นว่าลูกนกสามารถกินเองได้ เลิกขออาหารจากพ่อแม่แล้ว จึงแยกลูกนกออก

 
ข้อแนะนำในการเริ่มเลี้ยงนกฟินซ์

          สำคัญคือจะต้องมีการป้องกันลมโกรก รวมทั้งมีที่ให้นกหลบละอองน้ำฝนด้วยข้อแนะนำต่อไปนี้อาจช่วยให้การเพาะ เลี้ยงนกฟินซ์เจ็ดสีประสพความสำเร็จได้มากขึ้น

1.หากเป็นไปได้ ให้เลือกซื้อหานกที่เพาะจากฟาร์ม หรือ แหล่งเพาะขยายพันธุ์ ที่ใช้กรงเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ เพื่อที่จะได้นกที่มีความแข็งแรงมากกว่า และควรเป็นนกที่พ่อแม่นกเจ็ดสีเป็นผู้เพาะฟักและเลี้ยงดูลูกนกเอง แทนที่จะใช้นกกะทิญี่ปุ่นช่วยเพาะเลี้ยง เพื่อว่าลูกนกที่ได้จะมีสัญชาติญาณที่ดีกว่าในการเลี้ยงดูลูกนกในรุ่นต่อๆไป

2.ถึงแม้ถิ่นฐานดั้งเดิมของนกชนิดนี้จะอยู่ในเขตที่ค่อนข้างจะร้อน ชื้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลี้ยงดูนกชนิดนี้ในสถานที่ที่ต้องควบคุมความ ชื้นและอุณหภูมิเสมอไป เพราะอุณหภูมิในธรรมชาติก็มีขึ้นมีลงเหมือนกัน ในต่างประเทศ ผู้เพาะเลี้ยงหลายรายเล่าว่าได้เลี้ยงนกในกรงขนาดใหญ่นอกตัวบ้าน นกสามารถทนต่ออุณหภูมิที่ต่ำถึง ลบ 9 และ สูงสุดถึง 41 องศาเซลเซียส ที่สำคัญคือจะต้องมีการป้องกันลมโกรก รวมทั้งมีที่ให้นกหลบละอองน้ำฝนด้วย

3.ขนาด ของกรง ข้อนี้สำคัญมาก ถึงแม้จะสามารถเลี้ยงและขยายพันธุ์ในกรงขนาดเล็กที่เรียกกันว่า “กรงหมอน”ได้ แต่ถ้าหากหวังผลในการเพาะเลี้ยงอย่างจริงจังและยั่งยืนควรเลี้ยงในกรงที่มี ขนาดใหญ่จะดีกว่ามาก ขนาดกว้าง 0.60 ยาว 1.80 สูง 1.80 เมตร สำหรับนกหนึ่งคู่ หรือ ขนาดกว้าง 1.20 ยาว 3.60 สูง 1.80 เมตร สำหรับนก 3 – 4 คู่
 
เมล็ดพืช อาหารนกฟินซ์

1.ควร จัดการให้นกใหม่ ได้มีการปรับตัวให้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในกรงใหม่อย่างระมัดระวัง ช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือในฤดูร้อน หากมีความจำเป็นต้องปล่อยนกเข้ากรงในฤดูฝน หรือ ฤดูหนาว ควรเพิ่มวัสดุป้องกันลมและฝนให้มากกว่าปกติในช่วงแรกๆ

2.นกชนิด อื่นๆสามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลได้อย่างไม่ยากเย็นนัก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ไปยังส่วนต่างๆของโลก แต่สำหรับนกฟิ้นซ์เจ็ดสีแล้วจะยากกว่ามาก ถึงแม้จะเกิดในกรงมาเป็นสิบรุ่นแล้วก็ตาม เมื่อถึงฤดูหนาวในประเทศที่อยู่ทางซีกโลกเหนือ ก็เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิในประเทศทางซีกโลกใต้ เป็นช่วงเวลาที่นกจะเริ่มผสมพันธุ์กัน เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม เรื่อยไปจนถึงเดือน เมษายน สำหรับบ้านเราฤดูหนาวอากาศไม่หนาวเย็นมากนัก ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้ จะมีก็แถวช่วงเดือนมีนา – เมษา ซึ่งอากาศค่อนข้างจะร้อน

3.เมื่อนกตัวเมียเข้าสู่สภาพที่พร้อมที่ จะผสมพันธุ์และวางไข่ จะสังเกตุได้จากสีของจงอยปากที่มีการเปลี่ยนแปลงไป จากสีขาวนวลๆไปเป็นสีออกน้ำตาลเทาๆ

4.หากมีนกมากกว่าหนึ่งคู่ การปล่อยให้นกจับคู่หรือเลือกคู่กันเองจะมีผลดีต่อการเพาะเลี้ยงมากกว่าทำ ได้โดยใส่ห่วงขาหรือทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวนก แล้วปล่อยนกตัวเมียหนึ่งตัวและตัวผู้ 3 – 4 ตัวเข้าไปในกรง นกตัวเมียจะยอมให้นกตัวผู้ที่เลือกแล้วเพียงตัวเดียวให้เข้าใกล้เพื่อกระโดด ขึ้นๆลงๆและร้องเพลงเพื่อเกี้ยวพาราสีกัน และจะจิกหรือบินหนีจากตัวผู้อื่นๆ การจับคู่หรือเลือกคู่นี้อาจใช้ระยะเวลาตั้งแต่หนึ่งวันไปจนถึงประมาณสิบวัน จากนั้นให้แยกนกตัวผู้ตัวอื่นๆออกไปเพื่อให้นกตัวเมียตัวอื่นได้เลือกต่อไป

32

          ในช่วงแรกปี 1840 นกเลิฟเบิร์ด(Lovebird) เป็นนกสายพันธุ์เดียวกับนกแก้ว (Parrot) จึงมักเรียกว่าเป็น Little Parrot ตามประวัติแล้วชาวแอฟริกาเป็นผู้นำเลิฟเบิร์ด(Lovebird) เข้าไปแพร่หลายในทวีปยุโรป และด้วยเอกลักษณ์ของนกชนิดนี้ก็คือ ชอบอยู่เป็นคู่ และจะดูแลกันและกันเป็นอย่างดี จึงเป็นที่มาของชื่อ "Lovebirds" นั่นเอง
          ต่อมานกเลิฟเบิร์ดก็แพร่ขยายไปทั่วทั้งในอเมริกาด้วยในศตวรรษที่ 60 เมื่อมีการแพร่ไปมาก จึงเกิดการกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ Parrot ก็มีการเรียกชื่อใหม่ ว่าเป็นสายพันธุ์ Agapornis ต่อมา ในช่วงศตวรรษที่ 80 การเลี้ยงนกเลิฟเบิร์ด มีจุดมุ่งหมายก็เพื่อให้ได้สีสันใหม่ๆ ที่สวยงามขึ้น และเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ และมีการผสมกับนกสายพันธุ์อื่น ๆ อีกด้วยจนปัจจุบันนกเลิฟเบิร์ด ได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงภายในครอบครัว และเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

          นกเลิฟเบิร์ด จัดเป็นนกแก้วชนิดหนึ่งที่มีตัวเล็ก มีหลายสายพันธุ์แยกได้เป็นทั้งหมด 9 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกาและหมู่เกาะมาดากัสการ์ มักอยู่รวมกันเป็นฝูง ปัจจุบันคนไทยได้นำนกชนิดนี้มาเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงามกันแพร่หลายและสามารถ เพาะขยายพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี, เลิฟเบิร์ดจัดเป็นนกที่มีเสน่ห์, ขี้เล่น จะอยู่กันเป็นคู่ ที่สำคัญ เป็นนกที่มีนิสัยรักเดียวใจเดียวและมีสีสันที่หลากหลาย ในวงการเลี้ยงนกต่างก็ทราบดีว่าเลิฟเบิร์ดขยายพันธุ์ได้ง่ายทำให้เกิดสีใหม่ ๆ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง


           นกเลิฟเบิร์ด(Lovebirds) อายุโดยเฉลี่ยประมาณ 15 - 20 ปี ประเทศไทยสามารถเพาะพันธ์นกได้ตลอดทั้งปี ที่เพาะขยายพันธุ์และนิยมเลี้ยงในประเทศไทยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ มีขอบตาและไม่มีขอบตา แรกเริ่มจะมีสีอยู่ 2 กลุ่มคือ นกกลุ่มสีเขียวและนกกลุ่มสีฟ้า ปัจจุบันนกกลุ่มสีเขียวได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ไปจนกระทั่งเป็นนกสีเหลือง ส่วนสีบริเวณหน้านกจะเป็นสีแดงในช่วงแรกและถูกพัฒนาจนกระทั่ง เป็นหน้าสีส้ม ส่วนนกกลุ่มสีฟ้าจะถูกพัฒนาไปจนกระทั่งเป็นนกสีม่วงและสีหน้าของนกกลุ่มนี้ จากเดิมจะเป็นสี ได้ถูกพัฒนาพันธุ์เป็นนกหน้าขาว นกเลิฟเบิร์ดในแต่ละสายพันธุ์อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป

สายพันธุ์ต่างๆ ของนกเลิฟเบิร์ด

1. Peachfaced Lovebird
2. Masked Lovebird
3. Fischer Lovebird
4. Blackcheeked Lovebird
5. Nyasa Livebird
6. Madagascar Lovebird
7. Redfaced Lovebird
8. Abyssinian Lovebird
9. Swindern's Lovebird

การเลี้ยงดูและการขยายพันธุ์ นกเลิฟเบิร์ด
              สถานที่ที่ใช้เลี้ยงนกเลิฟเบิร์ดควรเป็นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อบทึบ ป้องกันฝนได้ดี แดดสามารถส่องถึงบ้างเล็กน้อย จะเป็นการดี ส่วนลักษณะของกรงที่ดีควรจะ เป็นแบบโรงเรือน กรุด้วยตาข่ายตาถี่ เพื่อป้องกันยุงและแมลงอื่นๆ ภายในจัดวางกรงเพาะเป็นชั้น ๆ และเป็นแถวอย่างมีระเบียบ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการเรื่องความสะอาด
อุปกรณ์

1. กรงเพาะขนาด กว้าง x ยาว x สูง เท่ากับ 21" x 32" x 22"
2. รังฟักสำหรับให้นกเข้าไปวางไข่ และเลี้ยงดูลูกนกจนโต ขนาดโดยประมาณ 7" x 12" x 7" ด้านหนึ่งเจาะรู ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2" สำหรับเป็นทางเข้าออกของนก อีกด้าน ทำเป็นประตูสำหรับ ผู้เลี้ยงสามารถเปิดดู ไข่และลูกนกได้สะดวก
3. อาหารนก ได้แก่ เมล็ดธัญพืชต่างๆ เช่น มิลเลต ข้าวไรน์ ข้าวเปลือกมะเขือ ฮวยมั้ง (เมล็ดกัญชา) เมล็ดทานตะวัน ข้าวโอ๊ต เป็นต้น ส่วน อาหารเสริม ได้แก่ขนมปังแผ่น ข้าวโพดดิบ ส่วนแคลเซียมมี กระดองปลาหมึก หญ้าขน ใบกระถิน 2 อย่างหลัง สามารถให้ได้ทุกวัน ซึ่งจะดีต่อนกมาก
4. น้ำ ควรเป็นน้ำที่สะอาด จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกวัน และควรผสมวิตามินให้นกได้กินเป็นประจำด้วย

อาหารหลักของนกเลิฟเบิร์ด Lovebird  จะเป็น ธัญพืช เป็นหลักสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาด เช่น มิลเล็ตขาว  เมล็ดปอ ข้าวไรท์ ข้าวโอ๊ต ข้าวเปลือก ทานตะวัน

33
     


            นกแก้วแอฟริกันเกรย์ (African Grey) หรือแจ้านกแก้วตัวสีเทานั้นเอง  จัดว่าเป็นนกแก้วที่มีขนาดกลาง เมื่อเทียบกันกับนกแก้วสายพันธ์ใหญ่ๆ เป็นนกที่มีอายุยืน ซึ่งอายุจะอยู่ที่ราวๆ 50 - 60 ปี (หากไม่มีโรค)

            ประกอบด้วย 2 สายพันธุ์
นกแก้วแอฟริกันเกรย์มีอยู่ 2 ชนิดคือ
 1. Congo African Grey Parrot
 2. Timneh African Grey Parrot

            ลักษณะของ  Congo African Grey Parrot
      Congo African Grey Parrot จะมีลำตัวใหญ่กว่า Timneh African Grey Parrot อยู่ประมาณ 33 เซนติเมตร ที่ปลายของหางจะมีสีแดง นกแก้วชนิดนี้จัดได้ว่าเป็นนกแก้วที่มีความฉลาดมาก มีความสามารถในการเลียนเสียงได้มาก (กล่าวกันว่าสามารถเลียนเสียงได้มากถึง 212 เสียง ตลอดชั่วชีวิต) มีนิสัยร่าเริง ชอบออกกำลังกาย และมีร่างกายที่แข็งแรง

           ลักษณะของ  Timneh African Grey Parrot
       Timneh African Grey Parrot เป็นนกแก้วตัวเล็ก (แต่ก็ไม่เล็กมากนัก เพียงแค่เล็กกว่าเมื่อเทียบกับ Congo African Grey Parrot) ลำตัวมีสีเทาทั้งตัว ที่หางมีสีดำเข้ม นกแก้วชนิดนี้มีความจำที่ดีเป็นเลิศ สามารถจำเสียงและเปร่งเสียงที่จำหรือได้ยินได้ในทันที และเมื่อกล่าวถึงความจำของนกแก้วชนิดนี้แล้ว สามารถจำเสียงที่ได้ยินบ่อยๆ (เสียงที่คนอยากให้จำ) ได้มากถึง 200 กว่าเสียง และเมื่อจำแล้วก็จะจำไปตลอดชั่วชีวิต

           พฤติกรรมของนก
        เป็นนกที่มีความฉลาด ดังนั้นมักจะระแวงสิ่งต่างๆที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร สถานที่ คนแปลกหน้าสามารถเล่นด้วยได้ แต่นกจะไม่เล่นกับคนแปลกหน้า จะอยู่กับเจ้าของที่เลี้ยงดูมาเป็นหลัก และนอกจากนี้ นกยังสามารถเลียนแบบท่าทางต่างๆได้ด้วย เช่นการเต้นแบบใช้คอ ใช้ปีกเป็นแขน เป็นต้น
            ข้อแนะนำ
        นกชนิดนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเลี้ยงเป็นเวลานานๆ และมีเวลาว่างให้กับนกพอสมควร เพราะนกจะชอบอยู่กับคน หากไม่มีกิจกรรมระหว่างคนเลี้ยงกับนกเป็นเวลานาน นกจะเกิดอาการเหงา และ ซึมเศร้า

34

โรคและข้อควรระมัดระวังสำหรับการเลี้ยงนกค๊อกคาเทลค่ะ

โรคที่มักก่อให้เกิดอันตราย กับนกชนิดนี้ที่ต้องระมัดระวังหลัก ๆ คือ

1. โรคฝีดาษ
 - โรคจากเชื้อไวรัสที่มีพาหะจากยุง จะพบว่านกมีอาการเป็นตุ่มแผลมีหนองตามบริเวณเท้า จมูก ตา ต้องระวังไม่ให้ยุงกัดค่ะ

2.โรคไวรัสนิวคลาสเซิล
- อาการจะมีการอัมพาต คอบิด คอเอียงค่ะ

3.โรคติดเชื้อเอเวียนโปลิโอ
 - อาการจะมีท้องโต(อาการตับโต) แต่นกไม่กินอาหาร ซึม และตายในที่สุดโรคนี้จะน่ากลัวมากค่ะ

4.โรคไข่ติด
 - เกิดจากความไม่สมดุลย์ในการสร้างไข่ของนก

5.อาการเจ็บตาที่เกิดจากการติดเชื้อ และแสงสว่างที่มากเกินไป

6.โรคอกขวาน โรคผอมแห้ง
 - เกิดจากนกที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เช่นการเลี้ยงด้วยการจำกัดอาหารเพียงประเภทเดียวซ้ำ ๆ  รวมทั้งอาหารที่ให้ไม่สะอาดเพียงพอ ควรเปลี่ยนอาหารให้หลากหลายเพื่อนกจะได้ไม่เบื่อและเป็นผมดีต่อนกเราด้วยค่ะ

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
1. อาหาร ที่เกี่ยวกับช๊อกกาแลต,อาหารที่มีสารคาเฟอีนและที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์
2. ผลไม้บางชนิด เช่น อโวคาโด , สะตอ , ทุเรียน, เมล็ดในของพวกแอปเปิ้ล ,สาลี่ ,ละมุด ,น้อยหน่า , ใบไม้บางชนิดใบชะอม ,ใบขนุน พวกว่านต่าง ๆ พืชตระกูลบอน ,พวกผลไม้มียาง
3. ไอกระทะที่ทำจากพวกสารเทฟล่อน หม้อน้ำร้อนหรือพวกอาหารบนกระทะร้อน ,สายไฟฟ้า,พัดลมเพดาน สำคัญสุดควันบุหรี่ค่ะ

35

ประวัติ นกค๊อกคาเทล(Cockatiel)‎

   ชื่อ นกค๊อกคาเทล Cockatiel ( Nymphicus hollandicus )
มีความยาว 12 นิ้ว โดยครึ่งหนึ่งของความยาว 12 นิ้วนี้เป็นความยาวหาง มีน้ำหนัก 90 กรัม หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 85-120 กรัม
แหล่งกำเนิด อยู่ประเทศออสเตรเลีย

แต่ล่ะสายพันธุ์
 - นกค๊อกคาเทลต่างจากนกอื่นๆ ในตระกูลนกแก้วหรือนกปากขอตรงที่ค๊อกคาเทลไม่มีเม็ดสีฟ้าในขน เรามักจะพบเม็ดสีในขนนกค๊อกคาเทลอยู่ 2 กลุ่ม คือ สีโทนเหลืองและส้ม

อายุโดยเฉลี่ยของนกค๊อกคาเทลอยู่ที่ 15-40 ปี ขึ้นอยู่กับพันธุ์และการดูแลที่เหมาะสมของแต่ล่ะคน

สีตา : สีดำ ใน Normal grey สีแดงเข้มถึงแดงทับทิม ใน Lutinos, Albinos, Silvers และอื่นๆ

ขนาดกรงที่เหมาะสม : อย่างน้อยควรมีขนาด 20" x 20" x 28" ความถี่ของซี่กรง 1/2 นิ้ว

ปัญหาสุขภาพที่มักจะพบบ่อย
- โรคไขมันในตับ โรคไต นกที่ผสมพ่อแม่ลูกพี่น้อง"เลือดชิด"

อาหาร
- ส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ นอกเหนือจากเมล็ดพืชแล้ว อาจหาอาหารเสริมจำพวกผัก ผลไม้ เช่น กล้วย มะละกอ ให้กับนกได้อีก สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงก็สามารถแยกออกเป็นชนิดต่างๆ ได้แก่

เมล็ดพืชต่างๆ
 - เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่าง มิลเล็ต ข้าวฟ่างญี่ปุ่น ข้าวเปลือกเม็ดเล็ก ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี และเมล็ดข้าวอื่นๆที่กระเทาะเปลือกแล้ว รวมทั้งเมล็ดข้าวโพด เมล็ดถั่วลิสงเป็นต้น ซึ่งเมล็ดพืชต่างๆ เหล่านี้มีขายตามร้านอาหารนก ผู้เลี้ยงสามารถหาซื้อมาเลี้ยงได้ทันที

ผลไม้ต่างๆ
 - กล้วย องุ่น ส้ม และแอปเปิล เป็นต้น อาหารที่หาง่ายที่สุดได้แก่ กล้วยน้ำว้า และนกก็ชอบมากด้วย ส่วนผลไม้รสเปรี้ยว ควรให้นกกินแต่พอประมาณ เพราะทำให้นกท้องเสียได้ค่ะ

ผักสด
 - หัวมันเทศ หัวผักกาด หัวแครอท ผักโขม อาหารจำพวกผักสดนี้ควรให้ทุกวันและควรล้างให้สะอาด สำหรับหัวพืชผักนั้นจัดว่าเป็นอาหารโปรดของนกเลยก็ว่าได้ค่ะ

กระดองปลาหมึก เปลือกหอยป่น และทราย
สำหรับกระดองปลาหมึกนั้น จำเป็นอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเจริญเติบโตของกระดูก ขน จงอยปาก ควรจัดวางไว้ให้นกแทะกินเล่นเป็นการให้แคลเซียมนก ส่วนทรายนั้นจะช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร

วิตามินเสริม
 - สำหรับใช้ผสมลงในน้ำหรืออาหาร ซึ่งในปัจจุบันมีอาหารวิตามินสำเร็จรูปออกมาจำหน่ายมากมายสามารถเลือกซื้อตามความต้องการค่อแต่ต้องดูวันผลิตดีๆนะค่ะ ถ้าซื้อของที่หมดอายุมาอาจจะกลายเป็นผลเสียต่อนกเราได้ค่ะ

น้ำดื่ม
 - น้ำดื่มควรเป็นน้ำที่สะอาด ควรเปลี่ยนให้ทุกวัน เพราะถ้านกขาดน้ำอาจทำให้เกิดอาการช็อคได้ค่ะ

1. การทำความสะอาด
 - ทำความสะอาดภาชนะใส่น้ำและอาหารของนก ตากให้แห้งก่อนนำมาใส่อาหารอีกครั้ง และทำความสะอาดพื้นกรงทุกวัน
 - ทำความสะอาดกรงให้สะอาดและทำความสะอาดของเล่นนกภายในกรงด้วยโดยประมาณอาทิตย์ล่ะครั้งได้ค่ะ
 - ทำความสะอาดกรงด้วยน้ำสบู่และล้างน้ำอีกครั้ง ก่อนนำไปตากแดดให้แห้ง (เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค) โดยทำความสะอาดประมาณเดือนล่ะครังได้ค่ะ

    ค๊อกคาเทลเป็นนกที่มีความสวยงามมากค่ะและเชื่องกับเจ้าของ เมื่อค๊อกคาเทลคุ้นเคยกับบ้านใหม่ มันจะแสดงออกให้เห็นว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงที่น่ารักมากๆทีเดียวค่ะ เมื่อคุณเลี้ยงไปซักระยะหนึ่ง นกจะแสดงให้คุณเห็นและรู้จักตัวของมันมากขึ้น คุณอาจจะแปลกใจในวิธีการสื่อสารที่มันสามารถแสดงออกให้คุณรู้ถึงสิ่งที่มันพอใจและไม่พอใจ อะไรที่มันกลัว คอคคาเทลจะอยากเข้าใกล้คุณเรื่อยๆ เมื่อมันรู้สึกคุ้นเคยกับคุณ และต่อไปมันก็จะต้องการการดูแลเอาใจใส่จากคุณ ในไม่ช้านานคุณจะได้รับพร้อมทั้งเข้าใจวิธีการแสดงออกซึ่งความรักตามแบบของค๊อกคาเทลจ้า


    ความสามารถในการพูดและความฉลาดของค๊อกคาเทล สูงกว่านกพิราบ นกหงส์หยก รวมทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางประเภท
การเลี้ยงค๊อกคาเทลเป็นคู่ เหมาะสมสำหรับผู้เลี้ยงที่ต้องการดูธรรมชาติของนก ไม่มีเวลามากมายที่จะให้กับนก เพื่อที่นกจะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว นกที่อยู่เป็นคู่มักไม่เรียนรู้ที่จะพูด และใกล้ชิดกันเองมากกว่าที่จะใกล้ชิดกับเจ้าของ

ถ้าต้องการเลี้ยงเป็นคู่แล้วต้องการความใกล้ชิดจากนก ต้องเริ่มจากเลี้ยงเพียงตัวเดียวก่อน แล้วค่อยหามาเพิ่มอีกตัว เมื่อตัวแรกมีความผูกพันกับคุณแล้ว ถึงจะเป็นเวลาเหมาะสมที่จะหานกตัวที่สองมาเลี้ยง นกที่มาใหม่จะมุ่งความสนใจไปที่นกด้วยกันเอง และมันสามารถเรียนรู้ในการปรับตัวเข้ากับที่อยู่ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกันมันก็จะมีมุมมองต่อเราไปในทางเดียวกันกับค๊อกคาเทลตัวแรก

36
มาแนะนำตัว ให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกันด้วยนะครับ

37
 :)   ผมเป็นแอดมิน MarketDogs.com ด้วยความที่ชื่นชอบในการเลี้ยงนก เลยจัดทำเวปบอร์ดนี้ขึ้นมาเพื่อให้เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่าน ที่ชื่นชอบนกเหมือนกันได้มาแบ่งปันความรู้ และซื้อขายแลกเปลี่ยนนกกันครับ

หน้า: 1 2 [3]